Tag: VoiceMode

  • Non-tech Record: แปลงเสียงภาษาไทยเป็นข้อความด้วย AI

    Non-tech Record: แปลงเสียงภาษาไทยเป็นข้อความด้วย AI

    พวกเราคิดว่า การเขียนโปรแกรมยากหรือไม่ครับ? ถ้าสมัยก่อนผมตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า ยาก เพราะโดยพื้นฐานแล้วเราไม่ได้เรียนหรือถูกฝึกให้คิดมาด้านนั้น

    แต่เอาเข้าจริงๆ เครื่องมือ AI ยุคใหม่ทำให้ผมทึ่งครับ…
    ChatGPT ทำให้ผมพูดประโยคง่าย ๆ ใส่ไมโครโฟน แล้วอีกไม่กี่วินาทีถัดมา ประโยคนั้นก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอเป็นข้อความภาษาไทยอย่างสมบูรณ์แบบ

    มันอาจฟังดูธรรมดาก็ได้ครับ เพราะยุคนี้ หลายๆ คนก็มีเงินพอเช่า ChatGPT ซึ่งก็จะมี Voice Mode ให้ได้ใช้กันอยู่แล้ว

    แต่ลองมองอีกมุม จริงๆ พวกเราก็ประกอบร่าง AI พวกนี้มาใช้กันเองได้ไม่ยากแล้วเหมือนกันนะ นี่คือ จุดเปลี่ยนเล็ก ๆ ที่เปิดประตูสู่ความเป็นไปได้หลายอย่างเลย

    วันนี้ผมเลยอยากเล่าให้ “เรา” ดูครับว่า… ผมทำแบบนั้นได้ยังไง
    และที่สำคัญกว่า—พวกเราก็สามารถทำได้เช่นกัน


    ลองนึกภาพตาม… ถ้าแค่พูดกับคอมพิวเตอร์ แล้วมันเข้าใจเราได้ทันที

    • หมอพูดกับคนไข้ แล้วระบบบันทึกคำพูดเป็นข้อความอัตโนมัติ
    • เภสัชกรให้คำแนะนำเรื่องยา แล้ว AI ช่วยแปลงเป็นบันทึกการให้คำปรึกษา
    • วิทยากรพูดในคลาสเรียน แล้วผู้ช่วยดิจิทัลจดทุกอย่างไว้ให้

    AI แบบเช่าใช้มันทำได้แล้ว แต่ที่ล้ำไปอีกคือ เราสามารถสร้างมันได้ด้วยมือเราเองได้ด้วยเหมือนกัน


    เริ่มด้วยคำถามง่าย ๆ: แล้วเราจะทำมันได้ยังไง?

    มันเริ่มจากคำถามเล็ก ๆ ว่า
    “เราจะสามารถแปลงเสียงพูดภาษาไทยเป็นข้อความ แล้วนำไปใช้วิเคราะห์แบบเรียลไทม์ได้ไหม?”

    สำหรับโปรแกรมเมอร์มืออาชีพ คำถามนี้อาจธรรมดามาก
    แต่สำหรับผม ที่แม้จะเรียนด้าน IT แต่ไม่ได้คลุกคลีกับโค้ดทุกวัน… มันคือ การเดินทางครั้งใหม่ ครับ


    Step by Step: เสียงของคุณกำลังจะกลายเป็นข้อมูล

    ผมจะแบ่งกระบวนการออกเป็น 5 ขั้นตอนง่าย ๆ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพว่า มันไม่ยากเกินไป และที่สำคัญ… คุณก็ทำตามได้

    1. ติดตั้ง Python และสร้างพื้นที่ทดลอง

    ผมเริ่มจากการติดตั้ง Python บน MacBook Air M1 ของผม และสร้างโฟลเดอร์ชื่อว่า test-transcript
    จากนั้นก็เปิดโปรแกรม VS Code และเข้าไปที่ Terminal (เหมือนเปิดสมุดวาดเขียน แล้วเตรียมปากกาไว้รอ)

    หน้าตาของโปรแกรม VS Code ที่เป็นโปรแกรมสามัญประจำบ้านสำหรับคนใช้เขียนโปรแกรมครับ เค้ามีชื่อเรียกรวมๆ ก็คือ เป็นโปรแกรม Code Editor ซึ่งส่วนประกอบของเค้าบนหน้าจอประกอบด้วย 1.ด้านซ้ายมือสุดแสดง Folder ของไฟล์ และไฟล์ที่สำคัญที่เราจะจัดการ ตรงกลางจะเป็นผืนผ้าที่เราใช้เขียน code และด้านล่างสุดจะเป็นส่วน Terminal ที่เอาไว้สั่งให้โปรแกรมทำงานครับ

    2. สร้าง Virtual Environment (สภาพแวดล้อมส่วนตัว)

    เหมือนการตั้งโต๊ะทำงานของตัวเองไม่ให้รบกวนโต๊ะคนอื่น ผมใช้คำสั่งต่อไปนี้ วางลงไปบนช่อง Terminal เลยครับ:

    python3 -m venv venv
    source venv/bin/activate

    python3 -m venv venv แปลว่าอะไร?

    • เป็นการ สร้าง Virtual Environment (สภาพแวดล้อมเสมือน) ชื่อว่า venv
    • ใช้เพื่อแยก package ต่าง ๆ ที่จะติดตั้ง ออกจากระบบหลัก (global Python)
    • เพื่อไม่ให้โปรเจกต์ A ไปชนกับโปรเจกต์ B

    📦 เปรียบเทียบง่าย ๆ:

    เหมือนกับการทำกับข้าวแต่ไม่อยากให้ครัวเลอะ
    เราเลยสร้าง “ครัวจำลอง” ไว้ใช้งานแยกชั่วคราว
    เวลาทำเสร็จแล้วก็แค่ล้างแล้วเก็บไว้ใช้ใหม่ได้

    🔧 โครงสร้างหลังสั่งเสร็จจะมีโฟลเดอร์ใหม่ชื่อ venv ที่ภายในมี:

    • Python ที่แยกต่างหาก
    • ไฟล์สำหรับรัน pip, ติดตั้ง package
    • และ environment เฉพาะของโปรเจกต์นั้น

    ✅ source venv/bin/activate แปลว่าอะไร?

    • เป็นการ เปิดใช้งาน (activate) สภาพแวดล้อม venv ที่เราสร้างไว้
    • เมื่อ activate แล้ว terminal จะเปลี่ยน prompt เป็น:
    (venv) your-computer-name %

    แสดงว่าเรา “เข้าอยู่ในครัวจำลอง” แล้ว

    3. ติดตั้ง Whisper – AI ที่แปลงเสียงเป็นข้อความ

    Whisper เป็นโมเดล AI ที่พัฒนาโดย OpenAI ซึ่งรองรับภาษาไทยด้วย!
    ผมติดตั้ง (พิมพ์ลงใน Terminal)ด้วยคำสั่ง:

    pip install -U openai-whisper
    brew install ffmpeg  # สำหรับจัดการไฟล์เสียง

    ✅ แปลว่าอะไร?

    • pip = ตัวติดตั้งแพ็กเกจของ Python (เหมือน App Store สำหรับโปรแกรมเมอร์)
    • install = สั่งให้ติดตั้ง
    • -U หรือ --upgrade = ถ้ามีของเดิมอยู่ จะอัปเดตให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
    • openai-whisper = ชื่อของโมเดล AI ที่พัฒนาโดย OpenAI สำหรับ แปลงเสียงเป็นข้อความ (Speech-to-Text)

    คำสั่งนี้ เปรียบเทียบเหมือนกับเราเปิด App Store แล้วค้นหา “Whisper” แล้วกดติดตั้งหรืออัปเดตเวอร์ชันล่าสุดเข้าเครื่องเรา

    ส่วน “brew install ffmpeg”

    • brew = โปรแกรมจัดการซอฟต์แวร์บน macOS (Homebrew) คล้าย ๆ กับ App Store สำหรับโปรแกรมระบบ
    • install ffmpeg = ติดตั้งโปรแกรมชื่อ ffmpeg ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ใช้ “อ่านไฟล์เสียง” หรือ “แปลงไฟล์เสียง” ได้หลายประเภท

    หลังติดตั้งเสร็จ เราจะสามารถเขียน Python เพื่อเรียกใช้โมเดลนี้ในการแปลงเสียง (ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ หรือภาษาอื่น ๆ) เป็นข้อความได้ทันทีครับ

    4. เขียน Python Script ง่าย ๆ

    นี่คือโค้ดที่ผมเขียน (มีแค่ 4 บรรทัดเองครับ):

    import whisper
    
    model = whisper.load_model("base")
    result = model.transcribe("thai-voice.m4a")
    
    print("ข้อความที่แปลงได้:")
    print(result["text"])

    ให้ความหมาย code

    import whisper” เป็นการ เรียกใช้งานโมดูล whisper ที่เราติดตั้งไปก่อนหน้านี้ด้วยคำสั่ง pip install openai-whisper

    คิดเหมือนกับว่าเรากำลังนำเข้าหรือ “ยืมสมอง AI” ที่ชื่อ Whisper มาใช้งานในโปรเจกต์นี้ครับ

    “model = whisper.load_model(“base”)” หมายถึง เรากำลัง โหลดโมเดล AI ที่มีชื่อว่า “base” ซึ่งเป็นหนึ่งในขนาดที่ Whisper มีให้เลือก (เช่น tiny, base, small, medium, large, large-v2)

    คิดเหมือนกับว่าเรากำลังเลือกว่า “จะใช้ AI ระดับไหนมาช่วยเราฟังเสียง”

    • base = เล็ก ใช้เร็ว แต่ความแม่นยำปานกลาง
    • large = ใหญ่กว่า ฟังแม่นกว่า แต่ใช้เวลานานและกินทรัพยากรมากกว่า (large-v2 นี่ประมาณ 3GB เห็นจะได้ครับ)

    📌 โมเดลจะถูกโหลด (ดาวน์โหลดครั้งเดียว) แล้วเก็บไว้ใช้ซ้ำได้

    “result = model.transcribe(“thai-voice.m4a”)” เราสั่งให้โมเดล ฟังเสียงจากไฟล์ thai-voice.m4a แล้วแปลงเป็นข้อความ

    • transcribe() คือคำสั่งสำคัญที่ใช้เรียกการทำงานของ AI
    • Whisper จะเรียก ffmpeg (เหมือนเอาเครื่องเล่นเทปมา) เพื่อเปิดไฟล์เสียง
    • จากนั้นใช้ deep learning ประมวลผลว่าพูดอะไร

    เปรียบเหมือนเราให้ AI ฟังไฟล์เสียง แล้วมันตอบกลับมาว่า “ในเสียงนั้นพูดว่าอะไรบ้าง”

    📌 ผลลัพธ์ที่ได้จะถูกเก็บไว้ในตัวแปรชื่อ result

    “print(“ข้อความที่แปลงได้:”)
    print(result[“text”])” แสดงข้อความที่แปลงได้ออกมาทางหน้าจอ Terminal

    5. ทดสอบไฟล์เสียงที่พูดว่า…

    “ทดสอบการอัดเสียง โดยการใช้ Whisper Model ของ OpenAI โดยการถอดเสียงด้วยภาษา Python”

    แล้วรันคำสั่ง(บน Terminal):

    python3 transcribe.py

    ผลลัพธ์ที่ที่เกิดขึ้น

    🔹 Base model (เบสิกที่สุด):

    “ตัสออกันอดเสียงเป็นการตัสออกันอดเสียงด้วยการใช้วิสเบิร์โมเวลาเดียว…”

    ผมยอมรับเลยครับว่า… ค่อนข้างมั่ว 😅


    🔸 Medium model:

    “ทดสอบการอัดเสียงเป็นการทดสอบการอัดเสียงด้วยการใช้วิสเปอร์โมเดลของตัว OpenAI…”

    เริ่มดีขึ้น แต่อย่างกับพิมพ์ผิด ๆ ถูก ๆ


    Large-v2 model (พระเอกตัวจริง):

    “เป็นการทดสอบการอัดเสียงโดยการใช้ Whisper Model ของ OpenAI โดยการถอดเสียงโดยใช้โปรแกรมภาษา Python”

    สมบูรณ์แบบครับ! เหมือนกับได้ล่ามส่วนตัวที่เข้าใจภาษาไทยเป๊ะ ๆ


    แล้วเราน่าจะเอาไปต่อยอดได้ยังไง?

    🎧 ด้านสุขภาพ:

    ลองจินตนาการดูว่า

    เภสัชกรสามารถบันทึกการให้คำปรึกษากับคนไข้ได้ทันที
    หมอสามารถใช้ AI จดโน้ตแทนพยาบาลในห้องตรวจ

    🗣️ ด้านการศึกษา:

    อาจารย์สามารถบรรยาย แล้วให้นักเรียนเปิด transcript ย้อนหลังได้
    นักเรียนสามารถพูดบทความออกมา แล้วให้ AI แปลงเป็นข้อความเพื่อส่งงาน

    🎤 ด้านธุรกิจและคอนเทนต์:

    นักพูดสามารถเก็บบทพูดเพื่อนำไปทำ blog หรือโพสต์บนโซเชียล
    พนักงานขายสามารถให้ AI แปลเสียงประชุมเป็นบทสรุปรายวัน


    สิ่งที่พวกเรา(น่าจะ)ได้เรียนรู้

    1. อย่ากลัวคำว่า “เขียนโค้ด” ถึงแม้พวกเราจะไม่ได้เป็นนักพัฒนา แต่ด้วย 4 บรรทัด พวกเราก็สามารถแปลงเสียงเป็นข้อความได้แล้ว
    2. เทคโนโลยีวันนี้ ไม่ต้องใช้เซิร์ฟเวอร์ราคาแพงหรือทีมวิศวกร 10 คน ใช้แค่ MacBook กับอินเทอร์เน็ตธรรมดา เราก็สร้าง AI ส่วนตัวได้
    3. พลังของ “เสียง” อยู่ในมือเรา และเมื่อเราสามารถแปลง “เสียง” เป็น “ข้อมูล” ได้
      มันก็กลายเป็น “พลังใหม่” ในการเข้าใจมนุษย์, สร้างบริการ และตัดสินใจที่ดีขึ้น

    ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่อยากเริ่มต้นเส้นทางกับ AI
    ผมอยากให้คุณเชื่อแบบที่ผมเชื่อในวันแรกที่ลอง

    “แค่ลองลงมือทำ แม้คุณไม่ใช่โปรแกรมเมอร์… คุณก็สร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้ครับ”


    ด้วยเสียงและปลายนิ้วของเรา — โลกใหม่กำลังรออยู่ครับ
    – วิรุณ เวชศิริ

    📢 แชร์บทความนี้ให้เพื่อนอ่านสิ!