เมื่อความเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือมุมมองใหม่ของการทำงาน
“ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากเครื่องจักร แต่เริ่มจากความกล้าที่จะคิดใหม่”
บทนำ: จุดเริ่มต้นจากความไม่รู้
ก่อนที่ผมจะเริ่มศึกษา Ph.D. ตอนที่ผมได้ยินคำว่า “RPA” (Robotic Process Automation) ครั้งแรก ต้องยอมรับตามตรงว่า ผมไม่เข้าใจว่ามันต่างจาก “แมโครใน Excel” ยังไงบ้าง
ผมทำงานกับลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง โดยเฉพาะสาย healthcare ทุกคนพูดถึง “Digital Transformation” เป็นคำฮิตติดปาก แต่ในเชิงปฏิบัติ กลับยังคงใช้แรงงานมนุษย์ในงานเดิมซ้ำ ๆ ทุกวัน
วันนั้นเองที่ผมตั้งคำถามกับตัวเองว่า:
ถ้าการเปลี่ยนแปลงต้องรอระบบใหญ่เปลี่ยน เราจะเริ่มตรงไหนได้ก่อน?
ผมเลือกเริ่มที่ “สิ่งเล็ก ๆ” ที่ใคร ๆ ก็คิดว่าไม่สำคัญ แต่กินเวลาทั้งวันของพนักงาน เช่น การกรอกข้อมูลเข้า 3 ระบบพร้อมกัน การตรวจสอบเอกสารจากอีเมลหลายภาษา หรือการ Copy & Paste ข้อมูลเข้าระบบบัญชีซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ตรงนั้นเองที่ผมเริ่มรู้จักคำว่า “Robot” ในความหมายใหม่ครับ
RPA: หุ่นยนต์ที่ไม่มีแขน แต่ทำงานแทนเราได้
RPA (Robotic Process Automation) ไม่ใช่หุ่นยนต์เดินได้ แต่มันคือ “ซอฟต์แวร์อัตโนมัติ” ที่เลียนแบบการทำงานของมนุษย์บนคอมพิวเตอร์ เช่น การคลิกเมาส์ การกรอกแบบฟอร์ม หรือการสั่งพิมพ์เอกสาร
กรณีศึกษาแรก: เคลมประกันแบบใหม่ ไม่ต้องรอเวอร์
ขออนุญาตยกตัวอย่างโครงการของบริษัทประกันแห่งหนึ่ง ที่มีปัญหาการประเมินความเสียหายจากอุบัติเหตุล่าช้า เพราะต้องรอเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจรถ กว่าจะส่งข้อมูล กว่าจะอนุมัติ บางเคสกินเวลาเป็นสัปดาห์
มีการเสนอวิธีใหม่โดยใช้ RPA + AI:
- ลูกค้าส่งภาพรถผ่าน LINE หรือแอป
- AI ตรวจภาพ → วิเคราะห์ความเสียหาย → อ่านป้ายทะเบียน
- Robot ดึงข้อมูลกรมธรรม์ ตรวจสอบความคุ้มครอง
- ถ้าเงื่อนไขผ่าน → Robot ส่งต่อข้อมูลไปยังระบบ CRM โดยอัตโนมัติ
ผลลัพธ์: เวลาจาก 5 วัน เหลือไม่ถึง 5 นาที
และลูกค้าประทับใจ เพราะรู้สถานะทันที
Agentic AI: จากคำสั่ง → การเข้าใจ → การตัดสินใจ
หลังจาก RPA ทำงานตามคำสั่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่เราพบคือ มันยัง “คิดเองไม่ได้” ต้องมีคนคอยบอกว่า “ทำอะไรบ้าง”
ตรงนั้นเองที่คำว่า “Agent” หรือ “Agentic AI” เข้ามาเติมเต็ม คำนี้กลายเป็น Hightlight ของปี 2025 เลยครับ
Agent คือผู้ช่วยอัจฉริยะที่เข้าใจคำสั่งจากมนุษย์ผ่านภาษาธรรมชาติ เช่น “ช่วยดึงข้อมูลลูกค้าทั้งหมดในเขตภาคเหนือที่ยังไม่ได้ต่อกรมธรรม์” โดยที่เราไม่ต้องสอน Flow การทำงานทีละขั้น
Agent ทำอะไรได้?
- วิเคราะห์ Intent (เจตนา) และ Sentiment (อารมณ์) จากข้อความ
- เชื่อมต่อกับระบบ SAP, Salesforce หรือ Workday ได้โดยไม่ต้องเข้า/ออกหลายระบบ
- ตัดสินใจเองว่าจะเรียก Robot ตัวไหนมาทำงาน
- พูดคุยกับผู้ใช้เป็นภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น หรือไทย ได้อย่างเหมาะสม
เบื้องหลังที่ไม่สวยงาม: ผิดพลาดที่เราต้องยอมรับ
โครงการแรก ๆ ที่เรานำ RPA เข้ามาในองค์กรไทย กลับล้มเหลว…
เพราะอะไร?
- พนักงานไม่ยอมใช้ พวกเขารู้สึกว่า “โดนแย่งงาน”
- ผู้บริหารบางคนเห็นว่า “ของเล่นใหม่” ไม่คุ้มค่า
- เราเน้นเรื่อง “เทคโนโลยี” แต่ลืมเรื่อง “คน”
ซึ่งทำให้หลายองค์กรต้องกลับไปทบทวน mindset ใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เคยมองว่า “ระบบจะเปลี่ยนองค์กร” กลายเป็น “วัฒนธรรมคือหัวใจของการเปลี่ยนแปลง”
อาจเริ่มสื่อสารใหม่ ด้วยการตั้งคำถามกับพนักงานว่า
งานไหนที่คุณรู้สึกว่าเสียเวลาแต่ต้องทำทุกวัน?
และเราสร้าง Agent สำหรับ “ช่วยเขา” ไม่ใช่ “แทนเขา”
ทำไม Robotic + Agentic AI ต้องมา “ด้วยกัน”
ในยุคที่ RPA เป็นเครื่องจักรที่ทำงานซ้ำอย่างมีวินัย และ Agentic AI คือสมองที่วิเคราะห์และตัดสินใจได้…
องค์กรที่มองเห็น “พลังของทั้งสอง” และรู้จักใช้ให้เหมาะสม จะได้เปรียบเหนือคู่แข่งอย่างมหาศาล
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ:
| เทคโนโลยี | จุดเด่น | จุดจำกัด |
|---|---|---|
| RPA | ทำงานตาม Flow ที่วางไว้ได้อย่างแม่นยำ | ไม่สามารถปรับตัวเมื่อมีสถานการณ์ใหม่ |
| Agent | วิเคราะห์ ตัดสินใจ ปรับตัวกับบริบทได้ | ต้องมีข้อมูลและบริบทที่เพียงพอ |
เมื่อนำทั้งสองมาทำงานร่วมกัน จะได้ระบบที่:
- เข้าใจคำสั่งจากมนุษย์
- ตัดสินใจเองได้
- สั่งงาน Robot โดยไม่ต้องมีโปรแกรมเมอร์อยู่ตรงกลาง
ก้าวต่อไป: Platform ที่สื่อสารกับมนุษย์ได้แบบไม่ต้องสลับหน้าจอ
เราสร้างสิ่งที่เรียกว่า Orchestrator (ระบบควบคุมการทำงานของ Robot และ Agent) ที่ผู้ใช้เพียงแค่ “พูด” หรือ “พิมพ์” คำสั่งผ่านหน้าจอเดียว แล้วทุกอย่างจะเชื่อมโยงกันเบื้องหลัง
ในทีมของเรา เรามี Agent ที่ชื่อ “เคเมะ” ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยด้านการประกันภัย
- เข้าใจบริบทของลูกค้า
- ค้นหาข้อมูลในระบบ CRM
- วิเคราะห์รูปภาพความเสียหาย
- สร้าง CSV เพื่อขออนุมัติ
- ส่งอีเมลข้ามแผนกอัตโนมัติ
ทั้งหมดนี้ใช้เวลาไม่ถึง 10 นาที โดยแทบไม่ต้องมีมนุษย์มาแตะระบบเลย
จากประกัน สู่โรงงาน และธุรกิจอื่น ๆ
เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่จำกัดแค่ในธุรกิจประกัน
ในโรงงาน:
- วางแผนการผลิตตามคำสั่งซื้อ
- เชื่อมกับระบบโลจิสติกส์
- อ่านใบขนสินค้า
- ประมวลผลคำสั่งซื้อซ้ำจากเอกสารเก่า
ในธุรกิจยา:
- ดึงข้อมูลจากระบบคลังยา
- แจ้งเตือนสินค้าหมดอายุ
- วิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ยาในแต่ละพื้นที่
- สื่อสารกับผู้จัดจำหน่ายแบบอัตโนมัติ
สรุป: ปฏิวัติไม่ใช่แค่ “เทคโนโลยี” แต่คือ “ความเข้าใจมนุษย์”
สิ่งที่ผมเรียนรู้ในช่วงที่ผ่านมา คือ…
การเปลี่ยนแปลงไม่เคยเริ่มจาก “ระบบ”
แต่มันเริ่มจาก “ใจคน” ที่พร้อมจะเปลี่ยนก่อน
การใช้ Robot (RPA) หรือ Agent (Agentic AI) ไม่ใช่เรื่องแฟนซี แต่เป็นเรื่องของการคืนเวลาให้พนักงาน
ให้เขาได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่มีคุณค่ากับลูกค้าและองค์กรมากกว่า
เราไม่ได้เปลี่ยนวิธีทำงานเพราะอยากตามเทรนด์
แต่เพราะเรารู้ว่า “พรุ่งนี้ที่ดีขึ้น” ต้องเริ่มจาก “วันนี้ที่ฉลาดขึ้น”
🧠 แบบฝึกหัดเพื่อการสะท้อนคิด
- ลองลิสต์รายการ “งานซ้ำซาก” ที่คุณทำทุกวันออกมาอย่างน้อย 5 รายการ
- ถามตัวเองว่า: งานไหนที่ไม่มี “คุณค่าเพิ่ม” กับลูกค้าเลย?
- ถ้ามี “ผู้ช่วย” ที่เข้าใจคำสั่งของคุณและทำแทนได้…
- คุณจะให้เขาทำอะไรบ้าง?
- คุณจะเอาเวลาที่เหลือไปทำอะไรให้ดีขึ้น?
หากคุณเริ่มต้นด้วยคำถามเหล่านี้ และกล้าที่จะลองเปลี่ยน
บางที…คุณอาจกำลังเริ่มต้น “ปฏิวัติธุรกิจของคุณ” โดยไม่รู้ตัว
Ref: Wetsiri, W. ., & Paireekreng, W. . (2025). Automating Community Pharmacy Workflows: The Impact of RPA on Operational Efficiency and Patient Care. Journal of Mobile Multimedia, 21(01), 113–148. https://doi.org/10.13052/jmm1550-4646.2115

Leave a Reply